Search :
ENG
-A +A
www.thainovation.com
HOME ผลิตภัณฑ์ดีๆ ห้องสนทนา Down_Load ฟรี!!! ติดต่อ/ขอข้อมูล  



















คำถาม ที่มีการสอบถามบ่อยๆ

 
1. Variable Speed Drives คืออะไร ?
2.

ถ้านำมอเตอร์ ที่ออกแบบ 60 Hz มาใช้ไฟ 50Hz จะมีผลกระทบอะไรบ้าง ?

3. ฮาร์มอนิกคืออะไร แล้วมีผลกระทบต่อระบบไฟฟ้าอย่างไร และมีการแก้ไขอย่างไร?
4. การใช้อุปกรณ์ปรับความเร็วรอบ (Variable Speed Drive) สามารถ  ช่วยประหยัดพลังงานของมอเตอร์ไฟฟ้าได้อย่างไร?
5. การปรับปรุงเพิ่มค่าเพาเวอร์แฟกเตอร์จะสามารถลดค่าไฟฟ้า ได้ใช่หรือไม่?
6. Variable Speed Drives (VSD) ควบคุมแบบ Vector control คืออะไร?
7. Variable Speed Drives เมื่อนำไปใช้งานที่โหลดเต็มพิกัด?
8. Variable Speed Drives เมื่อนำไปใช้ที่ความเร็วรอบต่ำๆ?
9. Direct Torque Control คืออะไร?
10.

มอเตอร์ไม่สามารถสตาร์ทแบบ Direct On Line แล้ว จะใช้ Soft Starter ช่วยในการเริ่มหมุนได้หรือไม่ ?

11. เป็นไปได้ไหม ที่จะใช้มอเตอร์เหนี่ยวนำแบบชนิดกรงกระรอก+ softstarter ไปแทนที่การใช้งานจากมอเตอร์แบบสลิปริง (slipring motors)?
12.

Softstarter จะส่งผลให้เกิด harmonics กลับเข้าสู่แหล่งจ่ายไฟหรือไม่?

13. หากเราจะเลือกซื้อ drives เพื่อใช้ควบคุม มอเตอร์ เราจะต้องพิจารณาคุณสมบัติด้านใดบ้างครับ ?
14.

อยากรู้ข้อเสียของมอเตอร์ DC แต่ละชนิด ครับ ?

15.

มอเตอร์ควรจะร้อนเท่าไหร่ หรือความร้อนเท่าไหร่จึงถือว่ามอเตอร์ปกติครับ?

16. ขดลวดของมอเตอร์ไฟฟ้าไหม้ เกิดจากสาเหตุอะไรบ้างครับ ?
 

1. Variable Speed Drives คืออะไร ?
 

Variable speed drives (VSDs) คือ เครื่องเปลี่ยนความถี่ระบบไฟฟ้า เพื่อควบคุมความเร็วรอบมอเตอร์ไฟฟ้าเหนี่ยวนำกระแสสลับ สามารถควบคุมได้ทั้งแรงบิด และความเร็วรอบ สามารถนำไปควบคุมความเร็วพัดลม หรือปั๊มน้ำโดยไม่ต้องดัดแปลงใดๆ  VSD's บางครั้ง อาจจะเรียกได้หลายแบบ เช่น

  • Variable-Frequency Drives (VFD)
  • Adjustable-Speed Drives (ASD)
  • Variable-Frequency Inverters (VFI)
  • Frequency Converters (FC),
  • Variable-Voltage Variable-Frequency (VVVF)
  • Inverter or Converter

ด้วยเทคโนโลยี สมัยใหม่ อาจจะมีคำเพิ่มเติม เป็นศัพท์ทางการค้า เช่น Vector Control, Direct torque control, V/F Control, Flux control

Goto topGo to top
2.

ถ้านำมอเตอร์ ที่ออกแบบ 60 Hz มาใช้ไฟ 50Hz จะมีผลกระทบอะไรบ้าง ?

 

          จากคำนิยามของมอเตอร์คือเครื่องจักรกลที่ทำหน้าที่ เปลี่ยนจากพลังงานไฟฟ้าในรูปของ แรงดัน (U)  กระแส (I)  ความถี่ (f, Hz)  เป็นพลังงานกล ในรูปของ แรงบิด (Torque)  และ ความเร็วรอบ (Speed) จากคำนิยาม จึงของวิเคราะห์ออกเป็นส่วนๆ ดังต่อไปนี้

  • ผลกระทบจากความถี่ที่เปลี่ยนไป

เมื่อเรานำมอเตอร์อเมริกาที่ออกแบบให้ใช้ที่ระบบความถี่ 60 Hz 4 ขั้ว ตามสูตรจะได้ความเร็วรอบประมาณ 1800 รอบต่อนาที่ มาใช้ที่ระบบไฟฟ้า 50 Hz ความเร็วรอบจะเปลี่ยนไปเป็นประมาณ 1500 รอบต่อนาที่ ตามสูตร n=12f/P

n  = ความเร็วรอบมอเตอร์ มีหน่วยเป็น รอบต่อนาที (Speed)  

f  = ความถี่ (Hz)  

P  = จำนวนขั้วแม่เหล็ก (Pole)

 

หากเรานำเอาเครื่องจักรสำเร็จรูปที่มีมอเตอร์ติดกับ OEM (Original Manufacture Equipment) ที่ผลิตจากประเทศอเมริกา ซึ่งออกแบบตามระบบไฟฟ้าของประเทศอเมริกามาใช้ เช่นพัดลม (Fan or Blower) หรือ เครื่องสูบน้ำ (Water Pump) สำเร็จรูปมาใช้จะมีผลกระทบอย่างไร?

ตามกฎพลศาสตร์ ปริมาณลม หรือน้ำ จะขึ้นอยู่กับความเร็วรอบยกกำลังสาม (Q~n3) ดังนั้นเมื่อเรานำมอเตอร์อเมริกาที่ออกแบบให้ใช้ที่ระบบความถี่ 60 Hz ความเร็วรอบ 1800 รอบต่อนาที่ มาใช้ที่ระบบไฟฟ้า 50 Hz ความเร็วรอบจะเป็น 1500 รอบต่อนาที่ จะทำให้ประสิทธิภาพของเครื่องจักรลดลงตามตามกฎพลศาสตร์ของไหล ผลลัพท์จะได้ปริมาณลม หรือน้ำจะได้ไม่เต็มที่ตาม (Q~n3) แต่จะไม่มีผลกระทบต่อตัวมอเตอร์เองมากนัก เพราะการใช้พลังงานไฟฟ้าก็จะลดลงไปด้วยตามสัดส่วนของพลังงานที่จ่ายออกไป

  • ผลกระทบต่อระบบระบายความร้อนมอเตอร์

           มอเตอร์กรงกระรอก หรือ อินดักชั่นมอเตอร์ โดยส่วนใหญ่จะมีการระบายความร้อนเป็นแบบชนิด IC411 หรือ แบบ Self Cool หรือ TEFC (Total Enclosure Fan Cool) โดยจะมีพัดลมอยู่สองชุด แยกวงจรลมออกเป็นวงจรลมร้อนภายใน และภายนออก โดยวงจรลมภายในจะมีครีบใบพัดติดที่ตัวโรเตอร์ทำหน้าที่ตีลมให้มีการหมุนเวียนภายในห้องโรเตอร์ให้ลมกระจายโดยทั่ว เพื่อสามารถนำพาเอาความร้อนจากตัวโรเตอร์เองและขดลวดสเตเตอร์  ถ่ายเทไปยังผิวของโครงสร้างตัวมอเตอร์ โดยวิธีการนำพาระบายความร้อน ส่วนวงจรลมด้านนอกจะมีพัดลมติดด้านท้ายของตัวโรเตอร์ด้านนอกโครงมอเตอร์ ทำหน้าที่ดูดลมเย็นจากทางด้านท้าย (Non Drive End) ผ่านทางครีบด้านนอกเพื่อช่วยนำพา และระบายความร้อนออกจากตัวโครงสร้างมอเตอร์ ดังรูปที่ 3

           หากวิเคราะห์ดูตามหลักพลศาสตร์ การระบายความร้อน ส่วนที่ร้อนที่สุดคือส่วนกลางตัวมอเตอร์ เพราะอยู่ใกล้แหล่งกำเนิดความร้อนคือ ขดลวดสเตเตอร์มากที่สุด ส่วนที่มีอุณหภูมิต่ำที่สุดคือส่วนท้ายตัวมอเตอร์เพราะอยู่ใกล้แหล่งลมเย็นที่ระบายความร้อมมากที่สุด

 

 

รูป แสดงลักษณะการระบายความร้อนของมอเตอร์

 

          จากรูป ประสิทธิภาพของการระบายความร้อน ทั้งด้านนอก และภายในตัวมอเตอร์ ซึ่งขึ้นอยู่กับปริมาณลมที่ระบายความร้อน และความเย็นของลม ในขณะที่ปริมาณลมก็ขึ้นอยู่กับความเร็วของพัดลมยกกำลังสาม (Q ~ n3) ตามกฎพลศาสตร์ ดังนั้นเมื่อเรานำมอเตอร์อเมริกาที่ออกแบบให้ใช้ที่อุณหภูมิแวดล้อมเท่ากัน ที่ระบบความถี่ 60 Hz ความเร็วรอบ 1800 รอบต่อนาที่ มาใช้ที่ระบบไฟฟ้า 50 Hz ความเร็วรอบ 1500 รอบต่อนาที่ จะทำให้ประสิทธิภาพของการระบายความร้อนของมอเตอร์ลดลง ทำให้ความสามารถในการรองรับกระแสก็จะลดลงตามไปด้วย ทำให้มอเตอร์ไม่สามารถขับโหลดได้เต็มพิกัดตามขนาดกระแสพิกัด หากเรานำมอเตอร์ไปขับยังกระแสพิกัด ผลที่ตามมาคือ มอเตอร์จะร้อนกว่าพิกัดที่ออกแบบไว้ ทำให้อายุการใช้งานของมอเตอร์สั้นลงอย่างรวดเร็ว

Goto topGo to top
3. ฮาร์มอนิกคืออะไร แล้วมีผลกระทบต่อระบบไฟฟ้าอย่างไร และมีการแก้ไขอย่างไร?
 

ฮาร์มอนิก ( Harmonic ) คือ ส่วนประกอบในรูปสัญญาณคลื่นไซน์ (Sine wave) ของสัญญาณหรือปริมาณเป็นคาบใดๆซึ่งมีความถี่เป็นจำนวนเต็มเท่าของความถี่หลักมูล ( Fundamental Frequency ในระบบไฟฟ้า เรามีค่าเท่ากับ 50 Hz) เช่นฮาร์มอนิกลำดับที่ 3 มีค่าความถี่เป็น 180Hz และฮาร์มอนิกลำดับที่ 5 มีค่าความถี่เป็น 300Hz แล้วฮาร์มอนิกมันมาจากไหน?

1. อุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์ที่มีทั่วไปในบ้านพัก สำนักงาน ส่วนใหญ่เป็นชนิด 1เฟส
          1.1 อุปกรณ์ที่มีการใช้แหล่งจ่ายกำลังแบบสวิทซ์ชิ่ง(SWITCHING MODE POWER SUPPLY : SMPS เช่น เครื่อง คอมพิวเตอร์
          1.2 บาลาสต์อิเลคทรอนิกส์ ( Electronic Ballast)
2. อุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์กำลัง เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม
          2.1 ตัวเรียงกระแสกำลัง (Power Rectifier)
          2.2 เครื่องแปลงผันกำลังแบบสถิต (Static Power Converter :SPC)
          2.3 ตัวโปรแกรมเมเบิ้ลลอจิกคอนโทรลเลอร์ (Programmable Logic Controller :PLC)
3.อุปกรณ์ที่มีการทำงานประเภทอาร์ค
          3.1 เตาหลอมแบบอาร์ค (Arc Furnace)
          3.2 เครื่องเชื่อมแบบอาร์ค/แบบสปอต (Arc Welding / Spot Welding)
4. อุปกรณ์ที่มีความสัมพันธ์ไม่เป็นเชิงเส้นของแรงดันและกระแสเนื่องจากการอิ่มตัวของแกนเหล็กทางแม่เหล็กไฟฟ้า
เช่น หม้อแปลงไฟฟ้า (Transformer)และเครื่องกลไฟฟ้า (Electric Machine )

 

ฮาร์มอนิกมีผลกระทบต่อระบบไฟฟ้าอย่างไร ? ฮาร์มอนิกที่ทำให้เกิดผลกระทบต่ออุปกรณ์ในระบบไฟฟ้า สามารถสรุปได้ออกเป็น 2 กรณีคือ

1. ทำให้อุปกรณ์ในระบบมีการทำงานผิดพลาดด้วยผลของค่าแรงดันและกระแส ฮาร์มอนิกที่มีขนาด และรูปคลื่นสัญญาณไซน์ผิดเพี้ยนไป   ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเป็นอุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์ที่ไวต่อการ เปลี่ยนแปลงของกระแสหรือแรงดัน เช่น รีเลย์ หรือ PLC เป็นต้น

2. ทำให้อุปกรณ์ในระบบมีอายุการใช้งานน้อยลงหรือเกิดการชำรุดเสียหาย เนื่องจากมีค่า rms ของ แรงดันหรือกระแสสูงขึ้นที่เกิดจากค่าฮาร์มอนิก เช่นเกิดความร้อนที่สายนิวตรอล เนื่องจากกระแสฮาร์มอนิกลำดับที่ 3 หรือมีการขยายของแรงดัน และกระแสฮาร์มอนิกที่เกิดจากฮาร์มอนิกเรโซแนนซ์ทำให้คาปาซิเตอร์เกิดการชำรุดเสียหาย หรือเกิดการระเบิด  หรือ

 

มีการแก้ไขอย่างไร ?
สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหาฮาร์มอนิก ข้อสำคัญต้องเข้าใจคุณลักษณะของอุปกรณ์ที่เป็นแหล่งจ่าย ของฮาร์มอนิกและคุณลักษณะของระบบโดยละเอียด จึงสามารถที่จะแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้อง และได้ผล ในการแก้ไขปัญหาฮาร์มอนิกที่นิยมปฏิบัติกันทั่วไปคือ   การควบคุมฮาร์มอนิกในบริเวณที่เป็นแหล่งจ่าย

ฮาร์มอนิกทำได้วิธีหลักคือ        
-  โดยวิธีการลดกระแสฮาร์มอนิกจากตัวอุปกรณ์ที่เป็นแหล่งจ่ายกระแสฮาร์มอนิกเอง เช่น วิธี Multipulse Methods and Transformers โดยอาศัยหลักการ Phase Shift ของคุณลักษณะการต่อหม้อแปลงของโหลดฮาร์มอนิก เพื่อให้กระแสฮาร์มอนิกบางลำดับหักล้างกันเอง  หรือโดยวิธีการนำ Choke Inductor มาต่อเข้าทางด้าน out put  ของอุปกรณ์ที่เป็นแหล่งจ่ายกระแส ฮาร์มอนิก เพื่อลดกระแสฮาร์มอนิก
-  การใช้ฟิลเตอร์เพื่อลดหรือกำจัดฮาร์มอนิกให้หมดไปจากระบบ เช่น Passive Filter หรือ Active Filter เพื่อทำหน้าที่ดูด หรือหักล้างฮาร์มอนิก

Goto topGo to top
4. การใช้อุปกรณ์ปรับความเร็วรอบ (Variable Speed Drive) สามารถ  ช่วยประหยัดพลังงานของมอเตอร์ไฟฟ้าได้อย่างไร?
 

อุปกรณ์ปรับความเร็วรอบ (VSD) จะเป็นตัวควบคุมความถี่ไฟฟ้าที่จ่ายให้กับมอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อปรับความเร็วรอบ และแรงบิดตามแต่ที่ต้องการ โดยรับสัญญาณควบคุมหรือคำสั่งจากระบบ เช่น แรงดัน อัตราการไหล ในขณะนั้น มาเปรียบเทียบกับระดับที่กำหนดไว้

          การใช้ VSD จะเหมาะสมกับมอเตอร์ที่มีลักษณะการใช้งานที่เปลี่ยนแปลงตาม สัดส่วนภาระการทำงานเกือบตลอดเวลา เช่น เครื่องสูบน้ำ หรือเครื่องอัดอากาศที่ต้องการความดันหรืออัตราการไหลที่ไม่เท่ากันในแต่ละช่วงเวลา โดย VSD จะถูกใช้แทนที่การควบคุมแบบเก่า เช่น   การควบคุมแบบใช้คันบังคับ(Throttling) การควบคุมแบบทางเบี่ยง (By-pass)  หรือการควบคุมแบบเปิด-ปิด (On/Off)      

          การใช้ VSD สามารถประหยัดพลังงานได้ถึง 10-30% ของระบบการควบคุมเดิม ตัวอย่างของหลักการทำงานที่ใช้ VSD ควบคุมคือ เครื่องสูบน้ำโดย VSD จะควบคุมความเร็วจากสัญญาณที่แสดงความต้องการใช้งานเครื่องสูบน้ำ (ความดัน) เปรียบเทียบกับระดับที่กำหนดไว้ หากมีความแตกต่าง VSD จะปรับความเร็วรอบของเครื่องสูบน้ำให้มีความเร็วรอบที่ Full load และจะลดการทำงานลงเมื่อถึงระดับที่กำหนดไว้ สามารถหาขอ้มูลเพิ่มเติมได้ที่บทความ การประหยัดพลังงานโดยการควบคุมความเร็วรอบมอเตอร์ กรณีศึกษา การประหยัดพลังงานโดยการปรับความเร็วรอบสำหรับพัดลม
Goto topGo to top
5. การปรับปรุงเพิ่มค่าเพาเวอร์แฟกเตอร์จะสามารถลดค่าไฟฟ้า ได้ใช่หรือไม่?
 

การติดตั้งคาปาซิเตอร์ เพื่อปรับปรุงค่าเพาเวอร์แฟกเตอร์ของระบบไฟฟ้าให้มีค่าสูงขึ้นจะมีผลดีต่อระบบไฟฟ้าหลายประการ เช่น

            1.   ลดกระแสไฟฟ้าที่ไหลอยู่ในวงจรตั้งแต่แหล่งจ่ายกำลังไฟฟ้าจนถึงตำแหน่งที่ติดตั้งคาปาซิเตอร์กำลัง
            2.  ลดกำลังงานสูญเสียในระบบไฟฟ้าลง ซึ่งจะมีผลดีต่ออุปกรณ์จ่ายกำลังไฟฟ้าต่าง ๆ เช่น หม้อแปลงไฟฟ้า สายเคเบิล สวิตช์ ฯลฯ
            3.  ลดแรงดันไฟฟ้าตกในระบบไฟฟ้าลง ทำให้ระดับของแรงดันไฟฟ้ามีความมั่นคงมากขึ้น แรงดันไฟฟ้า ที่ตำแหน่งปลายสุดของสายป้อนไม่ตกมาก   ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ต่ออยู่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง
            4.  เพิ่มขีดความสามารถในการรับหรือจ่ายกำลังไฟฟ้าของระบบไฟฟ้าให้สูงขึ้น ทำให้สามารถขยายการใช้
                 ไฟฟ้า หรือเพิ่มโหลดได้โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มขนาดของอุปกรณ์รับจ่ายกำลังไฟฟ้า
            5.  ผลพลอยได้อีกอย่าง คือ ลดค่าไฟฟ้าที่ต้องจ่ายให้กับการไฟฟ้าฯ อยู่ทุกเดือน     อย่างเช่นของการไฟฟ้า
                 ส่วนภูมิภาคซึ่งประกอบด้วย 3 ส่วนด้วยกัน  คือ        ค่าความต้องการพลังงานไฟฟ้า (Demand Charge)
                 ค่าพลังงานไฟฟ้า (Energy Charge)         เฉพาะส่วนที่เป็นพลังงานสูญเสียที่ลดลง และค่าปรับเพาเวอร์
                 แฟกเตอร์ เมื่อมีค่าต่ำกว่า 0.85       อย่างไรก็ตามการติดตั้งคาปาซิเตอร์กำลังเข้าไปในระบบไฟฟ้านั้น
                 นอกจากจะมีผลดีแล้ว ก็อาจจะเกิดผลเสียได้ถ้าไม่ได้ทำการพิจารณากันอย่างรอบคอบ เช่น      

อาจเกิดปัญหาแรงดันไฟฟ้าเกินพิกัด (Over Voltage) เนื่องจากผลของฮาร์มอนิกที่มีอยู่ในระบบ    หรือเกิดการขยายของกระแสฮาร์มอนิกในสภาวะเกิดเรโซแนนซ์แบบขนานขึ้น     ก่อให้เกิดผลเสียหายต่ออุปกรณ์ และระบบไฟฟ้าได้ เป็นต้น ดังนั้นการติดตั้งตัวคาปาซิเตอร์กำลังเข้ากับระบบไฟฟ้าเพื่อการปรับปรุงค่าเพาเวอร์แฟกเตอร์จึงต้องพิจารณาทั้งขนาดที่ใช้ ตำแหน่งที่ติดตั้งตลอดจนการต่อวงจร    และขนาดของ อุปกรณ์ป้องกันต่าง ๆ

Goto topGo to top
6. Variable Speed Drives (VSD) ควบคุมแบบ Vector control คืออะไร?
 

วิธีการควบคุมแบบเวกเตอร์ (Vector Control) หรือ ฟิลด์ออเรียนเต็ดคอนโทรล (Field Oriented Control) คือ วิธีการ และระบบการควบคุมความเร็วรอบมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับ ที่พัฒนามาจากการควบคุม จากแบบเดิมซึ่งเป็น V/F โดยอาศัยวิธีผสมผสาน และหลักการเลียนแบบการควบคุมความเร็วรอบจาก มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรง ชนิดขดลวดกระตุ้นแยก (Separated Exciting) เพื่อให้ได้กราฟของแรงบิด และกำลังต่อความเร็วรอบ ให้มีความใกล้เคียงกันมากที่สุด

            โดยทั่วไประบบควบคุมจะทำการจ่ายกระแส สเตเตอร์ที่มีองค์ประกอบ 2 ส่วน คือส่วนที่สร้างฟลักซ์แม่เหล็กและส่วนสร้างแรงบิด  ทั้งนี้การควบคุมทั้งหมดจะกระทำอยู่บนแกนอ้างอิงที่หมุนไปพร้อมๆ กับฟลักซ์เวกเตอร์ทางด้านโรเตอร์  ประเด็นสำคัญในการควบคุมชนิดนี้จึงอยู่ที่ว่า เราสามารถหาตำแหน่งของฟลักซ์เวกเตอร์ได้แม่นยำเพียงไร ซึ่งในทางปฏิบัติเนื่องจากเราไม่สามารถวัดค่าฟลักซ์ได้โดยตรง  เราจึงใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ของมอเตอร์เหนี่ยวนำช่วยในการคำนวณหาค่าฟลักซ์เวกเตอร์นี้แทน  ดังนั้นข้อด้อยของระบบนี้จึงอยู่ที่เราจำเป็นต้องทราบค่าพารามิเตอร์ของมอเตอร์อย่างถูกต้องจึงจะได้คุณสมบัติการควบคุมที่ดี สามารถหาขอ้มูลเพิ่มเติมได้ที่บทความ พื้นฐานการปรับความเร็วรอบมอเตอร์ แบบเวกเตอร์คอนโทรล (Basic of Variable Speed Drive Vector Control Drives)”  ที่ link http://www.thainovation.com/download/thainovation_com/basic_vector_control.pdf

Goto topGo to top
7. Variable Speed Drives เมื่อนำไปใช้งานที่โหลดเต็มพิกัด?
 

        ในการนำVSD มาใช้ เพื่อการประหยัดพลังงานนั้น ในกรณีที่มอเตอร์ทำงานที่โหลดเต็มพิกัด (Full Load)ไอยู่ก่อนแล้ว จะไม่สามารถช่วยประหยัดพลังงานได้ และเมื่อนำ VSD ต่อเข้ากับระบบยังจะทำให้เกิดการสูญเสียในระบบ 2-3 % ถ้าในระบบมีการทำงานอยู่ที่ 90-100 % ของโหลด ไม่ควรที่จะติดตั้ง VSD เพราะไม่คุ้มกับค่าใช้จ่าย ดังนั้นจึงควรติดตั้ง VSD กับระบบที่ทำงานน้อยกว่า 90 % ของโหลด

Goto topGo to top
8. Variable Speed Drives เมื่อนำไปใช้ที่ความเร็วรอบต่ำๆ?
 

            เมื่อนำ VSD ไปติดตั้งกับมอเตอร์ไฟฟ้าเหนี่ยวนำจะทำให้มอเตอร์ร้อนกว่าปกติเพราะผลจากฮาร์โมนิกส์  และการระบายความร้อนลดลง เมื่อนำVSD ไปใช้งานกับความเร็วรอบของมอเตอร์ต่ำๆ (น้อยกว่า 30 % ของความเร็วรอบพิกัด) หากโหลดเป็นชนิดแบบต้องการแรงบิดคงที่ กระแสยังคงต้องการเท่ากับพิกัดเพื่อสร้างแรงบิด ประกอบกับ ระบบระบายความร้อนของมอเตอร์ลดลง จำเป้นจะต้องใช้พัดลมติดตั้งเพิ่มจากภายนอก ซึ่งโดยปกติจะไม่มีปัญหาที่ความเร็วรอบมากกว่า 40 % แต่หากโหลดเป็นแบบพัดลม หรือปั้มน้ำ เมื่อลดรอบลง แรงบิดจะต้องการลดลง กระแสก็จะลดลงตามไปด้วย ทำให้ความร้อนลดลงตามกระแส จึงไม่มีปัญหาประการใด เมื่อ นำ VSD ไปใช้ที่ความเร็วรอบต่ำๆ กับพัดลม หรือปั้มน้ำ

Goto topGo to top
9. Direct Torque Control คืออะไร?
 

        Direct Torque Control (DTC) เป็นแนวคิดในการควบคุมมอเตอร์เหนี่ยวนำที่แตกต่างไปจากการควบคุมแบบเวกเตอร์ (Vector Control) โดยการควบคุมแบบ DTC จะทำการกำหนดรูปแบบการสวิตซ์ของอินเวอร์เตอร์โดยตรง

         ในการควบคุมแบบ DTC อินเวอร์เตอร์จะทำการคำนวณค่าฟลักซ์ทางด้านสเตเตอร์และค่าแรงบิดโดยอาศัยแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ของมอเตอร์ จากนั้นก็จะนำค่าที่ได้ไปเปรียบเทียบกับค่า setting ของทั้งฟลักซ์และแรงบิดผ่านตัวเปรียบเทียบ สถานะของสัญญาณขาออกของตัวเปรียบเทียบจะทำให้ทราบว่าจะต้องเพิ่มหรือลดฟลักซ์และแรงบิด  ซึ่งข้อมูลนี้ก็จะถูกนำไปใช้ในการเลือกรูปแบบการสวิตช์ของอินเวอร์เตอร์ เพื่อให้ได้แรงดันสเตเตอร์ที่เหมาะสมที่ทำให้ฟลักซ์และแรงบิดเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ต้องการได้  โดยที่การควบคุม DTC ทำการควบคุมแรงบิดโดยตรงจึงมีชื่อเรียกว่า  Direct Torque Control

ดังนั้นระบบ DTC จำเป็นจะต้องมี CPU ที่ประมวลผลรวดเร็ว และต้องมีการจ่ายไฟเลี้ยงมอเตอร์อยู่ตลอดเวลาเพื่อตรวจสอบสถานะ การจ่ายไฟเพื่อขับโหลดจะเป็นไปอย่ากระโชก รุนแรง และรวดเร็วเพื่อการตอบสนองแรงบิดให้ทัน เหมือนกับการเหยียบคันเร่งรถยนต์ ทำให้ตอบสนองต่อแรงบิดได้ไว เหมือนรถที่ออกตัวได้ไว แต่ไม่เหมาะที่จะนำไปใช้เพื่อการประหยัดพลังาน เพราะจะมีค่าสูญเสียมากกว่าประหยัดไฟได้น้อยกว่าการควบคุมแบบ V/F  และ DTC ยังทำให้เกิด Harmonics ที่ตัวมอเตอร์ และระบบสายที่จ่ายให้มอเตอร์มากกว่า V/F ดังนั้นสายไฟที่จ่ายให้ตัวมอเตอร์ จะต้องเป็นสายพิเศษ แบบป้องกันการรบกวน และมอเตอร์จะไม่สามารถใช้งานได้เต็มพิกัดเท่ากับระบบไฟฟ้ารูปคลื่น Sine wave

         แต่อย่างไรก็ตามจะเห็นได้ว่า การควบคุมแบบ DTC ก็จำเป็นต้องใช้ข้อมูลพารามิเตอร์ของมอเตอร์ เช่นเดียวกันกับการควบคุมแบบเวกเตอร์ ส่วนคุณสมบัติของระบบ DTC เมื่อเปรียบเทียบกับการควบคุมแบบเวกเตอร์แล้วจะไม่แตกต่างกันมากนัก แต่การควบคุมแบบ DTC จะต้องระวังการทำงานในย่านความเร็วต่ำ ซึ่งเป็นย่านที่แรงดันตกคร่อมความต้านทานสเตเตอร์มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงของทั้งฟลักซ์และแรงบิดค่อนข้างมาก

Goto topGo to top
10.

มอเตอร์ไม่สามารถสตาร์ทแบบ Direct On Line แล้ว จะใช้ Soft Starter ช่วยในการเริ่มหมุนได้หรือไม่ ?

  ไม่สามารถช่วยได้ เพราะพลังงานที่ใช้ในการเริ่มหมุน ตลอดย่านเวลาในการเริ่มหมุนเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็น DOL หรือ Soft Starter
Goto topGo to top
11. เป็นไปได้ไหม ที่จะใช้มอเตอร์เหนี่ยวนำแบบชนิดกรงกระรอก+ softstarter ไปแทนที่การใช้งานจากมอเตอร์แบบสลิปริง (slipring motors)?
 

ไม่เสมอไป

ถ้าการเลือกใช้ slipring motors ด้วยเหตุผลเนื่องจากต้องการแรงบิดเริ่มหมุนสูง softstarter ไม่สามารถไปแทนที่ได้

แต่ถ้าใช้ slipring motors เนื่องด้วยกระแสเริ่มหมุนสูง เช่นโหลดแบบ พัดลม หรือปั้มน้ำ การเลือกใช้มอเตอร์เหนี่ยวนำแบบชนิดกรงกระรอก+ softstarter ไปแทนที่การใช้งานจากมอเตอร์แบบสลิปริง ดูจะสมเหตุผล ราคา และการบำรุงรักษา ถึงแม้นว่า อาจจะต้องเลือกมอเตอร์ให้มีขนาดใหญ่กว่าก็ตามที

Goto topGo to top
12.

Softstarter จะส่งผลให้เกิด harmonics กลับเข้าสู่แหล่งจ่ายไฟหรือไม่?

 

มี harmonics ด้วยหลักการตัดรูปคลื่นแรงดันของ Softstarter ประกอบกับในช่วงเริ่มหมุนจะมีค่า Power factor ต่ำ หรือกระแสจะล้าหลังแรงดันมาก และขนาดของกระแสจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับขนาดของโหลด หรือกระแสในช่วงการเริ่มหมุน แต่จะกินเวลาแค่เพียงช่วงสั้นๆ ประมาณ 5-60 วินาทีเท่านั้น

Goto topGo to top
13. หากเราจะเลือกซื้อ drives เพื่อใช้ควบคุม มอเตอร์ เราจะต้องพิจารณาคุณสมบัติด้านใดบ้างครับ ?
  โดยทั่วไปใช้กับงานควบคุม ความเร็วรอบ induction motor พิจารณาคร่าวพอสังเขป แรงดัน แรงบิดสูงสุด กระแสสูงสุด และอื่นๆ ดังนี้ ต้องทราบก่อนว่าจะนำไปใช้ในงานอะไร ใช้กับโหลดประเภทใด Constant torque หรือ variable Torque เพื่อจะได้เลือกอุปกรณ์ถูกต้องว่าจะเป็น inverter แบบ V/F หรือว่า แบบ Flux vector control หรือ sensorless technology
-เลือกพิกัดกำลังให้เหมาะสมกับขนาดมอเตอร์ โดยทั่วไปก็จะมีรุ่นที่เหมาะสมกับขนาดมอเตอร์มาตรฐาน
- ความถี่สูงสุดที่ต้องการ
- ต้องการระบบ regenerative break หรือไม่
- ต้องการ synchronouse mode หรือไม่
- ต้องการควบคุมผ่าน ระบบ bus หรือไม่
- ต้องการควบคุม position ด้วยหรือไม่ และอื่นๆ
Goto topGo to top
14.

อยากรู้ข้อเสียของมอเตอร์ DC แต่ละชนิด ครับ ?

  แปรงถ่าน มีซี่คอมมิวเตเตอร์ เวลาใช้งานจึงต้องมีการบำรุงรักษา และเปลี่ยนแปลงถ่าน มีประกายไฟ ใช้ในที่ไวไฟไม่ได้ - มีการสูญเสียที่แปรงถ่านและซี่คอมมิวเตเตอร์  มีขดลวดพันที่อาร์เมเจอร์ ทำให้มีแรงเฉี่อยมาก
ช่วงสตาร์ทก็ออกตัวช้า จะหยุดก็ใช้เวลาค่อนข้างนานกว่าตอบสนองทางด้านไดนามิคส์ไม่ดี
ราคาค่อนข้างแพง เมื่อเปรียบเทียบกับอินดัคชั่นมอเตอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องการใช้ภายนอก IP55
หาซื้อยากในอนาคต เนื่องจากระบบใหม่ นิยมใช้เอซีมอเตอร์ กับ เอซีไดร์ฟมาแทนเกือบจะทุกงานแล้วครับ
ทำให้หลายๆ บริษัทผู้ผลิตได้ทยอย ยกเลิกสายการผลิดดีซีมอเตอร์ หรือบริษัทที่เกิดขึ้นใหม่ก็ไม่มีการผลิตดีซีมอเตอร์
Goto topGo to top
15.

มอเตอร์ควรจะร้อนเท่าไหร่ หรือความร้อนเท่าไหร่จึงถือว่ามอเตอร์ปกติครับ?

  มอเตอร์ที่ซื้อขายกันในท้องตลาดส่วนมากจะมีสเปคเป็น ฉนวนคลาส F อุณหภูมิที่สูงขึ้นจากการทำงาน ( Temp Rise ) คลาส B ฉนวนคลาส F หมายถึงฉนวนที่ทำงานได้ปกติเมื่อทำงานภายใต้อุณหภูมิ ไม่เกิน 155 องศา Temp Rise คลาสB หมายถึง การออกแบบมอเตอร์เมื่อมีการทำงานเต็มพิกัดแล้วความร้อนที่มอเตอร์ผลิตขึ้นหลังจากมีการระบายความร้อนไปแล้วต้องไม่เกิน 80 องศา โดยปกติอุณหภูมิที่ใช้ในการอ้างอิง หรือ กำหนดเพื่อเป็นอุณหภูมิรอบข้างจะอยู่ที่ 40 องศา ฉะนั้นถ้าเป็น มอเตอร์ Temp Rise คลาส B มอเตอร์เมื่อขับโหลดเต็มพิกัดไม่ควรมีอุณหภูมิที่ขดลวด เกิน 40+80 = 120 องศา และโดยปกติค่าอุณหภูมิที่ตัวเฟรมด้านนอกของมอเตอร์เทียบกับภายในขดลวดจะมีค่าความแตกต่างกัน 20-30 องศา โดยประมาณจากประสบการณ์ จึงสรุปได้ว่ามอเตอร์ไม่ควรมีอุณหภูมิที่เกิน 90-100 องศาเมื่อทำการวัดอุณหภูมิที่ตัวเฟรมมอเตอร์
Goto topGo to top
16. ขดลวดของมอเตอร์ไฟฟ้าไหม้ เกิดจากสาเหตุอะไรบ้างครับ ?
  สาเหตุหลักที่ทำให้มอเตอร์ไหม้ คือฉนวนของมอเตอร์ไม่สามารถทำหน้าที่ป้องกันการช๊อตของขดลวดหรือตัวของมันเองได้ สาเหตุที่ทำให้ฉนวนทำหน้าที่หรือมีคุณสมบัติต่างไปจากเดิม คือ ความร้อนที่เกิดขึ้นด้วยสาเหตุต่างๆ
การใช้งานมอเตอร์ที่แรงดันต่ำกว่าพิกัด เกิน 10 เปอร์เซนต์ก็เป็นสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้มอเตอร์ทำงานเกินพิกัด เนื่องจากการใช้งานที่แรงดันต่ำกว่าพิกัดแรงดัน จะทำให้ความสามารถผลิดแรงบิดของมอเตอร์ลดลง และถ้าเรายังนำมอเตอร์ไปขับโหลดเท่ากับพิกัดเดิม จึงเป็นการใช้งานมอเตอร์ที่เกินพิกัด
จากความเข้าใจมอเตอร์ที่คุณอยากรู้ถามมาน่าจะเป็นมอเตอร์ 1 เฟส มีการซ่อมทำมาแล้วหลายครั้ง และบอกเงื่อนไขว่า แรงดันที่จ่ายให้กับมอเตอร์ไม่น่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้มอเตอร์ไหม้ ปัญหาน่าจะอยู่ที่การซ่อมหรือพันมอเตอร์ที่ทำให้ประสิทธิภาพของมอเตอร์ลดลงไปจากเดิม เมื่อมอเตอร์นำไปขับโหลดซึ่ง เครื่องจักรอาจจะออกแบบ มาให้ขับโหลดเกือบ 100 เปอร์เซนต์ ก็เลยเป็นผลทำให้มอเตอร์ไหม้ และถ้ายังไม่มีการวิเคราะห์หาข้อมูลการพันชดลวด ให้กลับไปเหมือนเดิม มอเตอร์ก็ยังคงไหม้เหมือนเดิม เพราะช่างซ่อมส่วนมากก็ยังคงพันมอเตอร์เหมือนเดิมที่ติดมากับมอเตอร์
Goto topGo to top

 
  HOME   ผลิตภัณฑ์ดีๆ   ห้องสนทนา   Down_Load ฟรี!!!   ติดต่อ/ขอข้อมูล  
    Web hosting | website builder |เว็บไซต์สำเร็จรูป by ninenic ©Copyright 2002-2017 All rights reserved.
ไทยโนเวชั่น = นวัตกรรมไทย เพื่อประเทศไทย
Tel : 0 2728-2902 Fax: 0 2728-1779
Email : sales@tinamics.com;pirapongl@yahoo.com
 

counters